อัปเดตล่าสุด:
15/12/2025 12:17
ฐานข้อมูลด้านวัด
ความหมาย
วัด (temple) หมายถึง สถานที่ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งปกติมีพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ รวมทั้งมีพระภิกษุสงฆ์อยู่อาศัย เป็นสถานที่ที่น่ารื่นรมย์ยินดี สะอาด สงบ เป็นสัปปายะ เหมาะแก่การบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา สอดคล้องกับพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ที่ได้ ให้ความหมายไว้ว่า วัด เป็นคำใช้เรียกสถานที่ทางพระพุทธศาสนามาแต่โบราณเป็นคำเรียก รวมที่ดินและอาคาร เช่น อุโบสถ วิหาร ศาลา กุฏิ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินนั้นด้วย วัดที่ถูกต้องสมบูรณ์คือวัดที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดถูกต้องตามกฎหมายและเป็นนิติบุคคล
แต่ในทัศนะของชาวพุทธทั่วไป วัด หมายถึง ที่อยู่ของ พระสงฆ์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นสัญลักษณ์ของความสงบร่มเย็น สะอาด ร่มรื่นเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม และเป็นสถาบันอุดมคติ เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงเจตคติด้าน พื้นฐานของมนุษย์ เปลี่ยนแปลงเจตคติของสังคม โดยการตั้งสังคมอริยสงฆ์ซึ่งมีปัญญาและกรุณาเป็นตัวนำมีความบริสุทธิ์ สะอาดเป็นพื้นฐาน เป็นสถานที่วัดภูมิธรรม และภูมิรู้ของศาสนิกชนผู้ประพฤติตามพระธรรมวินัยของพระศาสดา แต่ในสมัยพุทธกาลไม่มีการใช้คำว่า “วัด” แต่มีคำในภาษาบาลีที่มีความหมายตรงกับคำว่า “วัด” 3 คำ คือ 1) อาราม โดยพยัญชนะ แปลว่า เป็นที่รื่นรมย์ โดยอรรถแปลว่า สวน เพราะในสมัยพุทธกาลนั้น พุทธศาสนิกชนนิยมถวายสวนให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ เช่น เวฬุวนาราม เชตวนาราม เป็นต้น 2) อาวาส โดยพยัญนะ แปลว่า ที่อยู่ ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างแต่ถ้าจะจำกัดขอบเขตให้แคบลง หมายถึง วัด ก็ต้องมีภิกขุศัพท์ เป็นคำจำกัดความข้างหน้าว่า ภิกขูนมาวาโส แปลว่า ที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ คือ วัด และมักใช้เรียก สมภารผู้ปกครองวัดว่า เจ้าอาวาส ซึ่งแปลว่าผู้เป็นใหญ่ในวัด และ 3) วิหาร โดยพยัญชนะ แปลว่า ที่อยู่ คล้ายกับอาวาส แต่ตามพระวินัยท่านหมายเอาสิ่งปลูกสร้างเป็นหลัง และสังเกต ในที่ทั่วไปดูเหมือนเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยอิฐ ปูน เป็นพวกตึก แต่เพราะวิหารนั้นสร้างไว้ในที่อยู่ของพระสงฆ์จึงเรียกว่าวิหาร ซึ่งเท่ากับคำว่าวัดในภาษาไทย
ประเภทของวัด
ประเภทของวัดนี้แบ่งตามลักษณะพระที่อยู่ในบ้านเมือง เพื่อมุ่งเน้นคันถธุระ การศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ ประกอบศาสนกิจเป็นเนื้อนาบุญให้กับสาธุชนเรียกวัดประเภทนี้ว่า วัดบ้านหรือวัดคามวาสีและพระที่อยู่ในป่า เพื่อมุ่งเน้นวิปัสสนาธุระ การปฏิบัติธรรมเพื่อความดับทุกข์ หลุดพ้น เรียกวัดประเภทนี้ว่า วัดป่า หรือวัดอรัญวาสี
ปัจจุบันประเทศไทยนั้นได้มีการแบ่งประเภทของวัดได้ชัดเจนมากขึ้นโดยแบ่งตาม ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ในประเทศไทย พุทธศักราช 2505 กำหนดไว้ว่าวัดมี 2 ประเภท คือ
1. วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หมายถึง เขตพื้นที่ที่พระภิกษุสงฆ์ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อใช้จัดตั้งวัดขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้นเป็นการขอพระบรมราชานุญาตเฉพาะแต่บริเวณที่ตั้งพระอุโบสถเท่านั้น วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ถือ ว่าเป็นวัดที่ถูกต้องและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย วัดประเภทนี้ยังแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ “วัดหลวง หรือ พระอารามหลวง” กับ “วัดราษฎร์” ประเภทที่ 1 วัดหลวง หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรง สร้าง หรือวัดที่รัฐบาลหรือราษฎรทั่วไปสร้างขึ้นแล้วทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภทที่ 2 วัดราษฎร์ หมายถึง วัดที่ราษฎรทั้งหลายสร้างขึ้นตามศรัทธา
2. สำนักสงฆ์ หมายถึง สถานที่ตั้งพำนักอาศัยของหมู่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งยังไม่ได้ดำเนินการขอพระบรมราชานุญาตใช้ผืนที่ดินแห่งนั้นเพื่อจัดตั้งเป็นวัดขึ้น ดังนั้น สำนักสงฆ์จึง ไม่มีโรงพระอุโบสถเพื่อใช้เป็นที่ทำสังฆกรรม
วัดในจังหวัดนครศรีธรรมราช
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
วัดเจดีย์ ไอ้ไข่
วัดเขาขุนพนม
วัดธาตุน้อย (เจดีย์พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์)
วัดแม่เจ้าอยู่หัว
วัดขนาน
วัดถ้ำทองพรรณรา
วัดยางใหญ่
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ ที่ชาวนครเรียกว่า “วัดพระธาตุ” โบราณสถานสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นมิ่งขวัญชาวเมือง นครศรีธรรมราชตลอดจน พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย สัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่รู้จักกันแพร่หลายก็คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เนื่องจากเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศ จดทะเบียนวัดพระมหาธาตุเป็นโบราณสถาน นับเป็นปูชนียสถาน ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้
ประวัติวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เดิมเรียกว่า วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดใหญ่ ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงเมืองโบราณ ค่อนมาทางทิศใต้ เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน มีถนนราชดำเนินตัดผ่านหน้าวัด เข้าใจว่าเดิมคงเป็นถนนโบราณ ประวัติการสร้างวัดไม่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัด นอกจากประวัติจากตำนานที่กล่าวถึง การก่อสร้างพระมหาธาตุ ซึ่งเป็นเอกสารที่ี่เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าภายหลังเหตุการณ์จริงเป็นเวลายาวนานมาก หลักฐานทางเอกสารที่ชัดเจน ปรากฏขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่าวัดนี้เป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพรกรมหลวงลพบุรีราเมศวร อุปราชปักษ์ใต้ทรงพระสงฆ์จากวัดเพชรจริกมาดูแลรักษาวัด และคราวที่รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสเมืองนครได้โปรดพระราชทานนามวัดว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จากตำนานที่เล่าเรื่องการก่อสร้างพระบรมธาตุมีหลายสำนวนสามารถประมวล เนื้อหาได้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ ดับขันธ์ปรินิพพาน เมืองต่าง ๆ ในแว่นแคว้นชมพูทวีปได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปเก็บรักษาเคารพบูชา มีเมืองหนึ่งชื่อเมืองทนธบุรี ได้พระทันตธาตุมาเก็บรักษาไว้ ต่อมามีกษัตริย์จากเมืองอื่นยกทัพมาเพื่อขอแบ่งพระทันตธาตุ กษัตริย์สิงหราชเจ้าเมืองทนธบุรีเห็นว่าจะรักษาเมืองไว้มิได้ จึงให้พระนางเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมารพระธิดาและพระโอรสอัญเชิญพระทันตธาตุลงเรือหนีไปลังกา เผอิญเรือกำปั่นถูกพายุพัด เรือแตกทั้งสองพระองค์มาขึ้นฝั่ง ณ หาดทรายแก้ว แล้วฝังพระทันตธาตุไว้ เรื่องราวดำเนินต่อไปจนทั้งสองพระองค์ได้กลับไปลังกา โดยมีพระทันตธาตุสวนหนึ่งยังฝังอยู่ที่หาดทราย แก้วต่อมาพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้มาพบพระทันตธาตุและโปรดให้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและสร้างเมือง ณ หาดทรายแก้วจนสำเร็จเมืองดังกล่าวก็คือ เมืองนครศรีธรรมราชพระบรมธาตุเจดีย์ก็คือ พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ซึ่งเชื่อกันว่าเดิมเป็นเจดีย์แบบ อิทธิพลศิลปะ ศรีวิชัย คือเป็นเจดีย์ทรงมณฑป มีหลังคาเป็นสถูปห้ายอดคล้ายพระบรมธาตุเจดีย์ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุราว พุทธศตวรรษที่ 13-15 ต่อมา พระสถูปแบบศรีวิชัยทรุดโทรมลง จึงได้มีการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ทรงลังกาซึ่งเป็นเจดีย์องค์ปัจจุบันครอบไว้ เชื่อกันว่าในขณะนั้นคือ ราวพุทธศตวรรษที่ 18 อิทธิพลพุทธศาสนาแบบลังกาในดินแดนนครศรีธรรมราชเข้มแข็งมาก นครศรีธรรมราชจึงได้รับอิทธิพลทั้งศาสนาและศิลปกรรมจากลังกา ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุลทรงวินิจฉัยว่าพระบรมธาตุเจดีย์ ปัจจุบัน มีลักษณะคล้ายเจดีย์กิริเวเทระในเมืองโบโลนนารุวะ ประเทศศรีลังกา สร้างในสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ราวต้น พุทธศตวรรษที่ 18 พระบรมธาตุเจดีย์ก็ควรสร้างหลังจากนั้นมากส่วนสถาปัตยกรรมอื่น ๆ ภายในวัดพระมหาธาตุฯ ล้วนเป็นของที่สร้างขึ้นใน สมัยอยุธยาเป็นส่วนใหญ่จะ มีสิ่งก่อสร้างในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นอยู่บ้าง เช่น วิหารทับเกษตร วิหารพระแอด เป็นต้น
จุดเด่นของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
พระบรมธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์สถาปัตยกรรมแบบทรงระฆังคว่ำ มีจุดเด่นที่ยอดเจดีย์ ซึ่งหุ้มด้วยทองคำแท้ จากความเชื่อเล่าสืบตอบกันมาว่าองค์พระธาตุ ประกอบด้วยทองรูปพรรณและของมีค่ามากมายจรดปลายเจดีย์ ซึ่งสิ่งของมีค่า เหล่านี้พุทธศสานิกชนนำมาถวาย แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้ตน ได้พบกับนิพพาน จากคำขวัญประจำ จังหวัดเมืองประวัติศาสตร์ พระธาตุทองคำ ชื่นฉ่ำธรรมชาติ แร่ธาตุอุดม เครื่องถมสามกษัตริย์ มากวัดมากศิลป์ ครบสิ้นกุ้งปข้อความว่า พระธาตุทองคำ จึงหมายถึง ยอดเจดีย์ทองของพระบรมธาตุนั่นเอง และหากใครต้องการ ชมยอดพระธาตสีทองเหลืองอร่าม อย่างใกล้ชิด มีบริการกล้องส่องทางไกลให้ใช้บริการสนนราคาแล้ว แต่ตกลง กันว่าจะชื่นชมความงดงามนั้นนานเพียงใด ด้วยความมีชื่อเสียงและ ศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมธาตุเจดีย์ ดึงดูดให้ผู้คน จากทั่วสารทิศแวะมากราบไหว้ขอพร
พิธีปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง คือ การ ตามตำนานเชื่อว่า หากใครได้นำผ้าขึ้นธาตุและบนขอพรใน เรื่องใด จะขอให้หายเจ็บหายไข้ ขอให้ได้ลูก ขอเรื่องการงานการเรียน สิ่งนั้นก็จะเป็นจริงดังหวัง มีเรื่องเล่าว่า มีชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุเดินไม่ได้ รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย สุดท้ายพ่อแม่ไม่รู้จะทำ อย่างไร จึงมาบนและนำผ้าขึ้นธาตุที่พระบรมธาตุ ขอให้ลูกชายหายจากอาการป่วยและหากหายจะให้มาบวชที่วัดพระธาตุ ในไม่ช้าชายหนุ่มคนดังกล่าว ก็หายวันหายคืน จนกลับมาเดินได้เป็นปกติในทุกปีช่วงวันมาฆและวันวิสาขบูชาจะจัดงานแห่ผ้าขึ้นธาตุซึ่งถือเป็นงาน บุญประจำปีที่มีผู้คนจากทั่วสารทิศ มาร่วมสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่นี้ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งขององค์พระบรมธาตุ คือ องค์พระธาตุจะไม่มีเงาทอดลงพื้นไม่ว่าแสงอาทิตย์จะส่องกระทบ ไปทางใด ซึ่งยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่าเป็นเพราะอะไร จากความมหัศจรรย์นี้ ท.ท.ท. จึงให้เจดีย์นี้เป็น 1 ใน unseen Thailand ของเมืองไทย
นอกจากพระบรมธาตุเแล้วเจดีย์องค์เล็กที่รายล้อมรอบองค์พระธาตุมากมายเป็นสิงที่แปลกตาแก่นักท่องเที่ยวที่ได้พบเห็น เจดีย์นี้เรียกว่า องค์เจดีย์บริวาร ซึ่งมีทั้งหมด 149 องค์เจดีย์บริวาร คือ เจดีย์ที่ลูกหลานบรรพบุรุษ ได้สร้างไว้สืบต่อกัน มาเรื่อยๆเพื่อบรรจุอัฐิของญาติ ผู้ล่วงลับไปแล้วโดยอธิษฐานว่าขอ ให้ญาติของตนได้มาเกิดในศาสนา ของพระพุทธองค์อีกครั้งในภพหน้า นอกจากความหัศจรรย์ของพระธาตุไร้เงาแล้ว เจดีย์บริวารที่เรียงรายล้อมรอบ องค์พระบรมธาตุเป็นสิ่งมหัศจรรย์ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นจากที่ใดเช่นกัน
ที่มา : ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล. (2563). วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร. https://readthecloud.co/wat-phra-mahathat-nakornsrithammarat/
วัดเจดีย์ ไอ้ไข่
วัดเจดีย์ (Wat Chedi) หรือวัดไอ้ไข่ วัดซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่หลายคนดั้นด้นเดินทางมากราบไหว้ บนบานศาลกล่าวด้วยความศรัทธา โดยเชื่อกันว่า “ไอ้ไข่” จะช่วยบันดาลโชคลาภและความสำเร็จให้สมปรารถนา โดยเฉพาะในเรื่องของโชคลาภและการทำมาค้าขาย
ประวัติวัดเจดีย์
วัดเจดีย์หรือวัดไอ้ไข่ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 7 ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เคยเป็นวัดร้างที่เชื่อกันว่าสร้างมาเป็นเวลานับ1000 ปี มีเพียงเจดีย์โบราณเก่ารกร้างอยู่ตรงบริเวณที่กำลังสร้างโบสถ์ในปัจจุบัน จนเมื่อประมาณ พ.ศ.2500 มีการบูรณะวัดเจดีย์ขึ้นมาใหม่ มีพระเข้ามาอยู่ประจำ เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจของชาวบ้านใกล้เคียง และเป็นที่ประดิษฐานของ “พ่อท่าน” พระพุทธรูปเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ยังเป็นวัดร้าง
ไอ้ไข่วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่วัดเจดีย์ คือรูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 9 -10 ขวบ ตั้งอยู่ในศาลาในวัดเจดีย์เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ ณ วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านตั้งแต่ในละแวกใกล้วัดไปจนถึงต่างจังหวัดในแถบภาคใต้จากศรัทธาที่เชื่อกันว่า “ขอได้ไหว้รับ” โดยเฉพาะโชคลาภ และการค้าขาย
เรื่องราวของไอ้ไข่หรือตาไข่นั้น มีที่มาจากการที่ชาวบ้านแถวนั้นเคยเห็นภาพเด็กวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณวัด เมื่อเข้าไปหาดูก็ไม่พบว่ามีเด็กมาพักอาศัยในบริเวณนั้นแต่อย่างใด เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ชาวบ้านจึงเรียกเด็กที่ปรากฏร่างนั้นว่า "เด็กวัด" ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณที่สถิตย์อยู่ ณ วัดเจดีย์แห่งนี้ และเรียกวิญญาณดวงนี้ว่าไอ้ไข่ ซึ่งเป็นคำที่ชาวบ้านในภาคใต้ใช้เรียกเด็กเล็กๆ เมื่อเชื่อกันว่าไอ้ไข่คือวิญญาณดวงหนึ่ง แต่ไม่มีใครเคยเดือดร้อนเพราะวิญญาณดวงนี้ นอกจากการปรากฏร่างให้เห็นก็อาจจะมีการล้อเล่นกับผู้ที่มาค้างแรมในวัด ไอ้ไข่ จึงเป็นที่รักชองชาวบ้าน ใครมีเรื่องเดือดร้อน วัว ควาย หมู ข้าวของสูญหาย ก็มาจุดธูปบนบานขอให้ช่วยกันหา ซึ่งก็มักจะประสพผลเสมอมา
ตำนานไอ้ไข่มีหลายเรื่องด้วยกัน บ้างก็ว่าไอ้ไข่คือวิญญาณเด็กที่ติดตามหลวงพ่อทวด เมื่อหลวงพ่อทวดธุดงค์มาถึงวัดร้างแห่งนี้ และรับรู้ด้วยญาณของท่านว่าที่นี้มีทรัพย์สินโบราณฝังอยู่ จึงให้วิญญาณดวงนี้เฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน อยู่ที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่นั้นมา ในขณะที่บางตำนานก็ว่า ไอ้ไข่ คือเด็กลูกชาวบ้านแถวนั้นที่เคยวิ่งเล่นอยู่ในวัดตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นวัดโบราณ ต่อมาเด็กคนนั้นประสบอุบัติเหตุตกน้ำเสียชีวิต วิญญาณของเด็กน้อยคนนั้นซึ่งผูกพันอยู่กับวัดก็สถิตย์ที่วัดแห่งนี้ตลอดมา
เมื่อปี พ.ศ. 2526 พ่อท่านเทิ่ม เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ในขณะนั้นได้จัดสร้างเหรียญบูชาไอ้ไข่ เป็นรุ่นแรก พร้อมกับพัฒนาวัดเรื่อยมา ในเวลานั้นพื้นที่แถบนี้ยังมีความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ได้มีกองร้อยทหารพรานมาตั้งฐานปฏิบัติการชั่วคราวอยู่ที่วัดเจดีย์ คืนแรกที่มาพักทหารทั้งกองแทบไม่ได้หลับได้นอน เพราะมีเด็กเที่ยวมาหยอกเล่น ดึงแขนดึงขา โดนปืนตีศีรษะบ้าง ล้มราวปืนบ้าง เป็นที่วุ่นวาย รุ่งขึ้นจึงได้เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ชาวบ้านฟัง ซึ่งชาวบ้านก็ได้บอกเล่าให้ทหารกลุ่มนั้นได้รับรู้ถึงเรื่องราวของไอ้ไข่ และบอกให้ทหารกลุ่มนี้บอกกล่าวแก่ดวงวิญญาณไอ้ไข่ และเมื่อทำอาหารรับประทานให้แบ่งอาหารตั้งเป็นเครื่องเซ่นให้กับไอ้ไข่ด้วย เมื่อทำดังนั้นคืนต่อมาทุกอย่างก็สงบ ไม่มีเหตุการณ์รบกวนใดๆ เมื่อทหารพรานเอาเรื่องนี้มาเล่าให้คนภายนอกรู้ ชื่อเสียงของไอ้ไข่ก็รู้จักกันมากขึ้น
จากการที่ไอ้ไข่ เป็นที่นับถือมายาวนาน จึงมีผู้คิดว่าคนรุ่นหลังล้วนมีวัยน้อยกว่าไอ้ไข่ทั้งสิ้น จึงไม่ควรเรียก “ไอ้ไข่”ซึ่งอาจจะเป็นการลบหลู่ ควรเรียกใหม่ “ตาไข่” ซึ่งจะเป็นการเรียกที่ให้การนับถือมากกว่า แต่ด้วยความที่ทุกคนคุ้นเคยกับคำเรียกขานว่าไอ้ไข่ และภาพที่ทุกคนเห็นชินตาคือภาพของเด็กคนหนึ่ง คนส่วนใหญ่ก็ยังเรียกไอ้ไข่อยู่เช่นเดิม
ในวัดเจดีย์ เต็มไปด้วยสิ่งของที่ผู้เลื่อมใสศรัทธาเอามาแก้บน เช่นรูปไก่ชน ชุดทหาร หนังสติ๊ก ของเล่นต่างๆ เป็นต้น ส่วนบริเวณที่ให้จุดประทัดก็มีเศษประทัดกองสูงเป็นเนินเขาย่อมๆ บ่งบอกถึงแรงศรัทธาที่มีต่อไอ้ไข่ และแสดงถึงผลสัมฤทธิ์จากผู้ที่มาขอแล้วได้รับจากไอ้ไข่ ทุกวันผู้คนต่างหลั่งไหลไปขอพรจากไอ้ไข่ เราจะไม่ได้ยินเสียงโฆษณาชักชวนให้ทำบุญ ทุกคนที่มาเพราะความเลื่อมใสอย่างแท้จริง ทุกวันเสียงประทัดดังจะขึ้นตลอดเวลา ส่วนในวันอังคารและวันเสาร์ก็จะมีกลองยาวแก้บน มาแสดงให้ไอ้ไข่ดูวันนึงป็นสิบรอบกันทีเดียว
วันนี้วัดเจดีย์เจริญรุดหน้าไปมาก อุโบสถขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ปัจจัยต่างๆจากศรัทธาที่ผู้คนมีต่อไอ้ไข่หลั่งไหลเข้ามายังวัดเจดีย์แห่งนี้ ทั้งยังเผื่อแผ่ไปยังชาวบ้านที่อยู่รอบวัด ได้มีรายได้จากการจำหน่ายเครื่องบูชาไอ้ไข่ วิญญาณเด็กน้อยดวงนี้เป็นที่พึ่งทางใจของทุกคนที่เลื่อมใส บารมีของเด็กน้อยที่เรียกว่าเป็นเด็กวัด ได้รวบรวมศรัทธาจากมวลชน สร้างวัดเจดีย์แห่งนี้ขึ้นมาใหม่ เป็นวัดเจดีย์ที่สวยงาม มั่นคง ดำรงพระพุทธศาสนาสืบไป
วิธีบนบาน
คาถาขอพร: ตั้งนะโม 3 จบ
อิติ อิติ กุมารไข่เจดีย์ จะ มหาเถโร ลาภะ ลาภา ภะวันตุเม
คาถาบูชา : อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ (กราบ)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
อิติ อิติ กุมารไข่เจดีย์ จะ มหาเถโร ลาภะ ลาภา ภะวันตุเม
จุดธูป 3 ดอก สวดคาถาบูชาข้างต้น แล้วขอพรด้วยใจแน่วแน่ แนะนำว่าให้ขอทีละเรื่อง บอกกล่าวให้ชัดเจน เช่น ถ้าอยากขอให้รวย ก็บอกเจาะจงไปเลยว่าอยากมีรายได้เดือนละเท่าไหร่
วิธีแก้บน
จุดธูป 1 ดอก พร้อมถวายของที่บนไว้ สวดคาถาบูชาข้างต้น แล้วบอกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้บนบานเรื่อง................เอาไว้ บัดนี้ด้วยบารมีของไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ได้ทำให้สมปรารถนาแล้วทุกประการ ข้าพเจ้าจึงนำของมาถวายเพื่อแก้บน ด้วยถือสัจจะเป็นที่ตั้ง ขอให้การบนบานครั้งนี้ขาดจากกันนับแต่บัดนี้ด้วยเทอญ” (โดยธรรมเนียมโบราณแล้วของที่ถวายแก้บนจะไม่นิยมนำมารับประทานต่อ)
ของแก้บนที่คนนิยม
• ปูนปั้นรูปไก่ เพราะเชื่อกันว่าไอ้ไข่ชอบ
• การจุดประทัด เป็นสัญลักษณ์แห่งความลุล่วง ฤกษ์งามยามดี
• กลองยาวแก้บน มักจัดแสดงในวันอังคารและวันเสาร์
• ของเล่นเด็กผู้ชาย ชุดทหาร ตำรวจ หนังสติ๊ก
• น้ำแดง
• ขนมเปี๊ยะ
ที่มา : Webmaster. (2564). วัดเจดีย์ (วัดไอ้ไข่) จังหวัดนครศรีธรรมราช ประเทศไทย. https://palanla.com/index.php?op=domesticLocation-detail&id=331
วัดเขาขุนพนม
วัดเขาขุนพนมเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี มีถ้ำซึ่งมีกำแพงก่ออิฐถือปูนและในเสมาเช่นเดียวกับกำแพงเมือง ในถ้ำมีพระพุทธรูปสำริดประมาณ 30 องค์และมีหลายถ้ำทะลุถึงกัน อย่างไรก็ตามเป็นที่เชื่อกันในหมู่คนท้องถิ่นว่า เป็นที่ประทับของพระเจ้าตากสินขณะทรงผนวช
ประวัติวัดเขาขุนพนม
ตามประวัติเชื่อกันว่า เขาขุนพนม เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชภายหลังจากสิ้น รัชกาลของพระองค์ มีผู้สันนิษฐานว่าพระเจ้าตากสินทรงมิได้ถูกประหารชีวิต อย่างที่พงศาวดารกล่าวอ้าง แต่ ได้ทรงสับเปลี่ยนพระองค์กับพระญาติหรือทหารคนสนิท แล้วเสด็จมายังนครศรีธรรมราช มีการเตรียมการ โดยมีการสร้างป้อมปราการ ทำเชิงเทิน ป้อมวงกลมตามชะง่อนผาเพื่อให้พระเจ้าตากสินได้ประทับเมื่อทรงผนวชเจริญวิปัน สนากรรมกรรมฐาน ณ วัดเขาขุนพนมจนเสด็จสวรรคต แต่บางกระแสกล่าวว่าเขาขุนพรม สร้างโดยพระยาตรังภูมาภิบาลเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สำหรับพักตากอากาศที่เขาขุนพนมจึงมีการสร้าง ป้อมปราการคอยป้องกันอย่างแน่นหนา ความสำคัญต่อชุมชน ชาวเขาขุนพนมมีความเชื่อเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จหนีมาประทับที่เขาขุนพนม จึงได้ร่วมมือ กันสร้างพระตำหนักสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บริเวณชะง่อนหินเชิงเขา ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื่อว่าพระองค์ ประทับขณะผนวชอยู่ ประชาชนที่ยังระลึกถึงวีรกรรม และความกล้าหาญในการกู้เอกราชชาติไทยในสมัยเสีย กรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ได้ร่วมกันสร้างพระบรมสาทิสลักษณ์ ทั้งในเพศบรรชิต และชุดฉลองพระองค์นักรบ แล้วอัญเชิญมาไว้ในศาลให้ผู้คนที่ศรัทธาได้มากราบไหว้ ปัจจุบันจึงมีประชาชน จากทั่วสารทิศมาเขาขุนพนม อยู่เสมอเพื่อตามรอยพระเจ้าตากสินมหาราชลักษณะทางสถาปัตยกรรมเขาขุนพนมมี ลักษณะเป็นภูเขาหินปูนลูกโดดเตี้ย ๆ มีต้นไม้ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น บนภูเขามีถ้ำหินปูน ที่มีโพรงหินงอกหินย้อน ลักษณะของภูเขาวางตัวอยู่ในแถบเหนือ-ใต้ มีความยาวประมาณ ๗๕๐ เมตร กว้างตามแนวทางทิศตะวันออก-ตะวันตก ประมาณ ๕๐๐ เมตร สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๔๓ เมตร ส่วนยอดเขาสูง จากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๑๖๕ เมตร ทางทิศใต้ของภูเขาเป็นทางลาดชัน ทางทิศเหนือเป็นไหล่เขา ทางทิศตะวันตกเป็นสวนมังคุดและสวนยางพารา ทางทิศตะวันตกเป็นโรงเรียนและวัดเขาขุนพนม เขาขุนพนมมีจุดเด่นอยู่ที่วัดเขาขุนพนมซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของเขาขุนพนม ประวัติการก่อสร้างไม่ปรากฏ แต่หลักฐานประเภทโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ สามารถบ่งนี้ได้ว่า วัดเขาขุนพนมน่าจะสร้างขึ้นในตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
โบราณสถานเขาขุนพนมที่ไม่ควรพลาดชม
1. พระตำหนักทรงบัลลังก์
พระตำหนักทรงศีล ตั้งอยู่บริเวณใกล้หน้าผาหิน ระยะทางจากบันไดพยานาคด้านล่างถึงตำหนัก 177 ขึ้น ซึ่งบริเวณแห่งนี้ในสมัยที่องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงประทับอยู่ไดมีคณะของเจ้าจอมมารดาปราง ในเมืองนครศรีธรรมราชได้นำเครื่องคาวหวานจัดสำรับด้วยถ้วยลายครามโบราณ นำถวายพระองค์ท่านด้านบนซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน และทางวัดได้ค้นพบถ้วนเมื่อ พ.ศ. 2515 ตำหนักทรงศีลสร้างขึ้น พ.ศ. 2548 เป็นศิลปแบบกรุงธนบุรี ปัจจุบันเป็นที่ประทับของพระรูปองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แบบทรงศีลนุ่งยาว ห่มยาว เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงในามัยที่พระองค์ปกครองกรุงธนบุรี เมื่อถึงวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ พระองค์จะทรงถือศีลพระอุโบสถ เพื่อปฏิบัติพระกรรมฐาน
2. เขตพระราชฐานพระรูปทรงผนวช
3. ถ้ำเขาขุนพนม พระนอนโบราณ เป็นสถานที่นั่งปฏิบัติกรรมฐานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ภายในวัดเขาขุนพนม มีถ้ำน้ำ สามารถติดต่อเดินเข้าไปชมภาพบรรยากาศได้ และมีสระน้ำโบราณที่เรียกว่า “สระนางเลือดขาว” ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ตามตำนานกล่าวว่าสระน้ำแห่งนี้มีไว้สำหรับบาทบริจาริการ นางสนมกรมใน (หญิงที่มีหน้าที่รับใช้ปฏิบัติ พระเจ้าแผ่นดิน)
ชาวบ้านเรียกกันว่า “นางเลือดขาว” (นางเลือดขาว หรือ หม่อมปราง เป็นคนผิวขาวมีเชื้อสายจีน) ซึ่งเป็นหญิงที่ตามเสด็จพระเจ้าตากสินมาใช้ชำระร่างกาย จึงเป็นเหตุให้ผู้มีจิตศรัทธาต่อหม่อมปรางได้ร่วมสร้างพลับพลาถวายให้เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อให้ประชาชนมาบูชาจนถึงปัจจุบัน
ที่มา : ทัวร์วัดไทย. (ม.ป.ป.). วัดเขาขุนพนม (พระเจ้าตากสินมหาราช). https://tourwatthai.com/region/
south/nakhonsithammarat/watkhaokhunphanom/
วัดธาตุน้อย
วัดธาตุน้อย (watthatnoi) หรือ วัดพระธาตุน้อย ตั้งอยู่ใน ตำบลหลักช้าง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งขึ้นมาโดยความประสงค์ของ พ่อท่านคล้าย หรือ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ พระเกจิอาจารย์ที่ชาวใต้เลื่อมใสศรัทธาอย่างมากนั่นเอง ซึ่งเหล่าศิษย์แลชาวบ้านที่เคารพนับถือท่านนั้น เชื่อถือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวาจาท่าน ว่าถ้าท่านพูดอย่างไรเป็นอย่างนั้นท่านมักจะให้พรกับทุกคน ขอให้ เป็นสุข เป็นสุข พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ ได้ชื่อว่าเป็นเทวดาเมืองคอน เทพเจ้า แห่งแดนใต้ ชาวเมืองคอนเสื่อมใส ศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง
ประวัติวัดธาตุน้อย
พ่อท่านคล้ายได้มรณภาพไปแล้วกว่า50 ปี แต่สรีระสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย และยังคงเก็บรักษาไว้ในองค์เจดีย์วัดธาตุน้อย อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีผู้คนที่ศรัทธาจากทุกสารทิศเดินทางมากราบไหว้อยู่เสมอ ในวันนี้เราจึงขอพาทุกคนเดินทางมาเยือนถิ่นกำเนิดของพ่อท่านคล้าย มาชมวัดธาตุน้อย พร้อมกับได้รับทราบเรื่องราวของท่านไปพร้อมๆ กัน
ประวัติของพ่อท่านคล้าย
สำหรับประวัติของพ่อท่านคล้ายหรือพระครูพิศิษฐ์อรรถการ เดิมชื่อคล้าย สีนิล บิดาชื่ออินทร์ มารดาชื่อเนี้ยว เกิดที่บ้านทุ่งหราด ตำบลช้างกลาง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันอังคาร ขึ้น10 ค่ำ เดือน4 ปีจอ ใน พ.ศ.2417 ตรงกับรัชกาลที่ ๕ แห่งราชจักรีวงศ์
เมื่อยังเยาว์ พ่อท่านคล้ายได้ศึกษาอักษรสมัย ทั้งไทยและขอม เก่งวิชาคณิตศาสตร์ มีนิสัยอ่อนโยน พูดจาไพเราะ เมื่ออายุได้ประมาณ16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดจันดี (วัดทุ่งปอน) เป็นเวลา 2 ปีต่อมาเมื่ออายุประมาณ20 ปี ได้เข้าอุปสมบท ณ อุทกสีมา วัดวังม่วง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับฉายาว่า "จันทสุวัณโณ" และอยู่จำพรรษาที่วัดจันดี ในระหว่างนี้พ่อท่านคล้ายได้ศึกษาพระอภิธรรม วิปัสสนา และบาลีจากสำนักต่างๆ มีความรู้ความสามารถเป็นคณาจารย์ต่อมา
องค์เจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช
ใน พ.ศ.2448 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสวนขัน อำเภอฉวาง และใน พ.ศ.2492 ท่านได้รับพระราชสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร พัดพิเศษ/จ.ป.ร. และต่อมา พ.ศ.2500 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นพิเศษฝ่ายวิปัสสนา และในปีดังกล่าวท่านยังได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุน้อย เนื่องจากมีการสร้างถนนผ่านกลางวัดจันดี ทำให้วัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ประชาชนได้ประชุมตกลงสร้างวัดใหม่ในเนื้อที่ที่แยกออกไป เรียกว่า "วัดธาตุน้อย" โดยพ่อท่านคล้ายได้มาเป็นเจ้าอาวาสและพัฒนาวัดให้เจริญงอกงามสืบต่อมา
พ่อท่านคล้ายได้ถึงแก่กาลมรณภาพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2513 สิริรวมอายุ96 ปี พรรษา75 โดยช่วงเวลายาวนานที่ท่านได้อยู่ในร่มกาสาวพัตร์นั้น ท่านได้บำเพ็ญสาธารณกุศลและสาธารณะประโยชน์มากมายคือ สร้างเจดีย์ สถูป และมณฑป11 องค์ สร้างโบสถ์และบูรณะโบสถ์ 14 หลัง สร้างถนนรวม9 สาย สร้างสะพาน15 แห่งสร้างวัด3 วัด และบูรณะวัดต่างๆ อีกหลายวัด สร้างโรงเรียน สำนักศึกษา วิหาร หอไตร ศาลา กุฏิ บ่อน้ำ สระน้ำอีกมากมาย และช่วงบั้นปลายชีวิตของพ่อท่านคล้ายเมื่อ พ.ศ.2505 ท่านได้วางศิลาฤกษ์สร้างพระเจดีย์วัดธาตุน้อยเพื่อบรรจุพระธาตุที่ได้จากกว๊านพะเยาเพื่อเป็นพุทธบูชาและเป็นที่กราบไหว้บูชาของชาวนครศรีธรรมราช ท่านได้พัฒนาหลายสิ่งหลายอย่างในท้องถิ่นให้ชาวบ้านอยู่ดีมีสุข จนชาวนครฯ ต่างขนานนามท่านว่า "เทวดาเมืองคอน"
รูปหล่อของพ่อท่านคล้าย
ภายในวัดบริเวณด้านข้างองค์เจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานพระนอนกลางแจ้งขนาดใหญ่สร้างด้วยปูนปั้น
ว่ากันว่าเป็นรูปปั้นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในนครศรีธรรมราชก็ว่าได้
นอกจากนั้น ทางวัดยังได้จัดสร้างรูปปั้นพ่อท่านคล้ายขนาดใหญ่ ในอิริยาบถนั่งพรมน้ำมนต์ให้ศิษยานุศิษย์ และมีละอองสายน้ำเย็นฉีดพรมลงมาจริงๆ เป็นดังน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อท่านคล้ายได้ประพรมให้แก่ทุกๆ คนที่ได้มาเยือนวัดธาตุน้อยแห่งนี้ให้เกิดเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวสืบไป
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์. (2564). "พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์" แห่งวัดธาตุน้อย เมืองนครฯ. https://mgronline.com/travel/detail/9640000055738
วัดแม่เจ้าอยู่หัว
ภายในวัดจะมีรูปปั้นแม่เจ้าอยู่หัว หรือพระนางเลือดขาว ซึ่งเป็นพระสนมเอกของพระเจ้าศรีธรรมโศกราชประดิษฐานอยู่ แม่เจ้าอยู่หัว เป็นผู้ที่มีบารมี คุณธรรม จริยธรรมสูง มีเมตตาจิตที่มั่นคงต่อประชาชนทั่วไปตั้งแต่สมัยพระนางยังมีชีวิตอยู่ ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของชาวบ้านทุกเขตแขวงที่พระนางอาศัยและเดินผ่าน ทำให้ประชาชนได้รับความร่มเย็นและเกิดศรัทธาต่อบารมีของพระนาง แม้พระนางจะสิ้นชีวิตแล้วก็ยังมีประชาชนยังเคารพศรัทธาและความเชื่อมั่นในบารมี
ประวัติ
แม่เจ้าอยู่หัว คือพระนางเลือดขาวแห่งเมืองนคร พระนางเลือดขาวทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ไว้มากมาย ทั้งในเมืองนครศรีธรรมราช (ตามพรลิงค์) และเมืองใกล้เคียง สร้างวัดแม่เจ้าอยู่หัวเป็นวัดแรกเมื่อประมาณ พ.ศ. 1775 (พระชนมายุ 30 พรรษา) ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช และเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1790 ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชเสด็จไปเกาะลังกาเพื่อรับพระพุทธสิหิงค์มายังนครศรีธรรมราช และปี พ.ศ. 1799 ได้เสด็จยังเมืองสุโขทัยเพื่อจัดระเบียบสงฆ์ฝ่ายฆราวาสประทับอยู่นาน 5 ปี จึงเสด็จกลับนครศรีธรรมราช
พระนางเลือดขาวเป็นคนงามด้วยเบญจกัลยาณี คือ ผมงาม เนื้องาม ฟันงาม ผิวงาม และวัยงาม มีนิสัยโอบอ้อมอารี เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นที่รักของบุคคลโดยทั่วไป มีเลือดสีขาวแต่กำเนิดจนเป็นที่รับรู้เมื่อคราวช่วยงานในหมู่บ้าน ทำหน้าที่เจียนหมากพลูจนกรรไกรหนีบนิ้วมีเลือดไหลออกมาปรากฏเป็นสีขาวต่อหน้าผู้คนที่มาร่วมงาน จนร่ำลือถึงพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ 5 หรือพระเจ้าสีหราช แห่งนครศรีธรรมราช (ตามพรลิงค์) ณ เมืองพระเวียง จนคราวศึกเมืองทะรังหรือเมืองกันตังแข็งข้อ หลังชนะศึกชนช้าง (ที่บ้านทุ่งชนในเขตอำเภอทุ่งสงปัจจุบัน) และรับบรรณาการที่นำมาถวายแล้ว (จนได้ชื่อว่าทุ่งสง-ส่งเครื่องบรรณาการ) ระหว่างพักแรมกลางทางกลับ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงพระสุบินเห็นสตรีมีลักษณะงดงามตามเบญจกัลยาณี มีใจกุศล เป็นคู่บุญบารมี พำนักอยู่ทางทิศใต้ตามเส้นทางหาดทรายแก้ว และมีเลือดสีขาว จึงเมื่อเข้าเมืองนครศรีธรรมราช นมัสการพระบรมธาตุแล้วจึงจัดขบวนเสด็จออกค้นหาจนถึงสำนักพ่อท่านขรัว ได้พบพระนางเลือดขาวที่มารับเสด็จ โดยขณะทอผ้าถวายได้ทำตรน (อุปกรณ์ที่ทำจากไม้ไผ่มีความคมมาก) บาดนิ้วเลือดออกเป็นสีขาว จึงขอพระนางไปเป็นพระนางเมือง เมื่อเสด็จกลับแล้วจึงให้พราหมณ์ปุโรหิตจัดขบวนหลวงสู่ขอรับเข้าวัง ปรนนิบัติรับใช้ด้วยความจงรักภักดี ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมากมาย เป็นที่รักของไพร่ฟ้าแต่ถูกกลั่นแกล้งกล่าวหาต่างๆ นานาจากพระสนมอื่น พระนางเลือดขาวได้รับสถาปนาเป็นแม่เจ้าอยู่หัวหรือพระนางเลือดขาวอัครมเหสี จนเป็นที่เรียกโดยทั่วไปว่า พระนางเลือดขาวแม่เจ้าอยู่หัว หรือแม่เจ้าอยู่หัวพระนางเลือดขาว พระนางเลือดขาวได้ขอต่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชว่าหากสิ้นพระชนม์ลงขอให้นำศพกลับบ้านเกิด ต่อมาข่าวความเดือดร้อนที่พระนางถูกกลั่นแกล้งทราบถึงพ่อท่านขรัว พ่อท่านขรัวได้เดินทางมาขอบิณฑบาตรับแม่เจ้าอยู่หัวกลับบ้านเดิม และทรงอนุญาตพร้อมทั้งให้สร้างวังขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำปากพนัง (บ้านในวัง ตำบลแม่เจ้าอยู่หัวปัจจุบัน) แต่การสร้างล่าช้าเพราะพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงประวิงเวลาไว้ไม่อยากให้พระนางกลับบ้านเดิม จนกระทั่งคราวเสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่เมืองทะรัง (ตรัง) ได้สิ้นพระชนม์ระหว่างทางขณะประทับแรมด้วยกลด (บ้านควนกลด อำเภอทุ่งสงปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 1814พระศพถูกอัญเชิญกลับสู่เมืองนครศรีธรรมราช (เมืองพระเวียง) ตั้ง ณ วัดท้าวโคตร แล้วจัดขบวนทางน้ำตามลำคลองท่าเรือ ออกทะเลปากนคร เข้าแม่น้ำปากพนัง (ปากพระนาง) มาขึ้นฝั่งที่บ้านหน้าโกศ จนถึงสำนักพ่อท่านขรัว (บริเวณวัดบ่อล้อปัจจุบัน) ถวายพระเพลิงแล้วนำพระอัฐิและพระอังคารประดิษฐานในมณฑปสูง 12 วา มีเจดีย์บริวารโดยรอบ ณ วัดแม่เจ้าอยู่หัว
ที่มา : นครออนไลน์. (ม.ป.ป.). “พระนางเลือดขาว (วัดแม่เจ้าอยู่หัว) แห่งบ้านแม่เจ้าอยู่หัว. https://www.nakhononline.com/1626/
วัดขนาน
วัดขนาน ตั้งอยู่บ้านวัดหนาน เลขที่ 37/1 หมู่ที่ 4 ถนนทุ่งใหญ่-วัดขนาน ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดขนานเป็นวัดที่ 7 ในอำเภอทุ่งใหญ่ที่มีการผูกพัทธสีมา ในโอกาสครบรอบ 100 ปี และครบรอบ 100 ปีในการก่อตั้งอำเภอทุ่งใหญ่
ประวัติวัดขนาน
วัดขนานเดิมชื่อ "วัดหนาน" เพราะสภาพพื้นที่ทั่วไปจำนวน 875 ไร่ เป็นแผ่นหินทรายแดงมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ลุ่มๆ ดอนๆ มีต้นไม้ขึ้นบ้างในบริเวณที่มีแผ่นหินหนานซึ่งไหลมาขังเป็นบริเวณ ไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ สาเหตุเนื่องมาจากสภาพหินดังกล่าวไม่เหมาะต่อการสร้างบ้านเรื่องและไม่เหมาะแก่การเพราะปลูก ทำไร่ ทำนา เดิมชาวบ้านวัดหนานนับถือและบูชาเทวดาหนานรูป ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านเรียกว่า "เทวดาหนานนุ้ย เทวดาหนานใหญ่" ที่เรียกว่าเทวดาหนานนุ้ย เนื่องมาจากหินทรายแดงตะปุ่มตะป่ำไม่สูงไม่ใหญ่ต่างกับเทวดาหนานใหญ่ ซึ่งมีสภาพพื้นที่หินทรายแดงลุ่มๆ ต่ำ ๆ มากมาย และมีนำใต้โขดหินหนาน ส่วนเทวดาหนานรูป เป็นเขตแดนวัดซึ่งมีรูปกินรี ถือพญานาค แกะสลัก สถานที่ดังกล่าวทั้งสองแห่งมีความคล้ายคลึงกัน ทั้งสองสถานที่มีความอาถรรพ์ ซ่อนเร้นภายในบริเวณจนกระทั่งชาวบ้านวัดหนานรุ่นเก่าเล่าขานกันอย่างกว้างขวาง ถึงเรื่องราวความอาถรรพ์ และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ดังกล่าว
วัดหนาน เป็นสถานที่วิเวกไม่มีผู้คนพลุกพล่าน และห่างไกลจากชุมชนและผู้คนพระธุดงค์และพระภิกษุนัก
ปฏิบัติธรรมมีความนิยมชมชอบมาอาศัยประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำจนกระทั่งปี พ.ศ2459พ่อหลวงนาค หรือ พระครูอานนท์สิกขากิจมาจัดสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม
พ.ศ.2469 - 2473พ่อหลวงหมื่นแผ้ว เดินทางมาจากสถานที่อื่น ได้มาจำพรรษาได้ชักชวนชาวบ้าน หักร้างถางพงบริเวณริมคลองบ้านหัวสะพาน ก่อสร้างเป็นวัดหนานได้สร้างโรงเรียนวัดหนานขึ้น ซึ่งสถานที่ดังกล่าวปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่าที่วัดเก่า โรงเรียนเก่า
พ.ศ.2473 พ่อหลวงรื่นได้เข้ามาจำพรรษาปฏิบัติธรรม และชอบพอสถานที่ทางด้านทิศตะวันออกของสถานที่ตั้งโรงเรียนวัดหนานเก่า ซึ่งเป็นที่เนินสูงระหว่างเนินสูงกับสถานที่ตั้งโรงเรียนวัดหนานเก่า เป็นสถานที่สถิตเทวดาหนานนุ้ย ทางด้านทิศตะวันออกของเนินสูงเป็นตาน้ำซึ่งผุดมาจากหินหนาน ผุดแรงตลอดปีได้ชักชวนชุมชนรอบข้างปลูกสร้างเป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรม
พ.ศ.2515 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา จากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ วัดหนานได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดขนานเมื่อปี พ.ศ.2515ตามชื่อพระราชทานวิสุงคามสีมาให้ชื่อวัดขนานเพราะเหตุวัดขนานได้สร้าวัดคู่กับโรงเรียน และควบคู่กับการประพฤติปฏิบัติธรรมย้ายสถานที่ก็ย้ายมาด้วยกันซึ่งโรงเรียนคู่กับวัด ปี พ.ศ 2530 วัดได้อนุญาตให้โรงเรียนทุ่งใหญ่เฉลิมราชอนุสรณ์ รัชมังคลาภิเษกใช้สถานที่ในเนื้อที่ 40 ไร่เศษเป็นโรงเรียนคู่วัดคู่บ้าน
นอกจากนั้นวัดขนานยังมีจิตรกรรมผนังถ้ำหินทรายแดง เรียกหนานรูปแกะเป็นภาพนางกินรีถือพญานาคซึ่งส่วนราชการสำรวจและอนุรักษ์ถ้ำหนานหนานรูปให้เป็นภาพจิตรกรรมคู่บ้านคู่เมือง ส่วนราชการรับรองให้หนานรูป เป็นจิตรกรรมเก่าแก่ อนุรักษ์หนานรูป ให้เป็นสถานที่ศึกษาจิตรกรรมเก่าแก่แห่งหนึ่งในอำเภอทุ่งใหญ่
จุดประสงค์ของการสร้างวัดขนาน
เดิมพระสงฆ์ผู้คงแก่การปฏิบัติเป็นสถานที่วัดขนานได้ชอบใจ ติดใจวัดหนานจึงเป็นวัดปฏิบัติธรรม เป็นเป้าหมายหลักควบคู่กับการศึกษาพระปริยัติธรรมตลอดมา จึงได้นามวัดหนาน ( ขนาน) ตามความประสงค์ของประชาชนว่าวัดขนานต้องควบคู่ทั้งปฏิบัติและปริยัติ วัดขนานจึงต้องควบคู่กับการศึกษาตลอดไป วัดขนานจึงมีโรงเรียนประถม และโรงเรียนมัธยม มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกนักธรรม-บาลี-สามัญ มีศูนย์เด็กเล็กก่อนเกณฑ์ (อนุบาล)และการศึกษานอกโรงเรียน
ที่มา : whoknown.com. (2552). ประวัติวัดขนาน หรือ วัดหนาน. https://www.whoknown.com/2009/12/blog-post.html
วัดถ้ำทองพรรณรา
วัดถ้ำทองพรรณราตั้งอยู่บ้านเลขที่ 134 หมู่ที่ 9 ต.ถ้ำพรรณรา ห่างจากถนนสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข41) ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีพระนอนหรือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ประเพณีที่มีประจำทุกปี คือ ประเพณีขึ้นถ้ำแห่กระจาดในช่วงเดือนตุลาคม ประชาชนทั่วสารทิศมานมัสการพระพุทธไสยาสน์ แก้บนด้วยขนมพอง ขนมลา และเที่ยวชมถ้ำต่าง ๆ ภายในวัด เป็นสถานที่สำคัญซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน รวมทั้งยังถือเป็นแหล่งท้องเที่ยวที่น่าสนใจประจำอำเภอถ้ำพรรณรา
ประวัติวัดถ้ำทองพรรณรา
โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาจนเป็นตำนานว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.1300-1319 เป็นช่วงที่ได้มีการสร้างพระบรมธาตุ ซึ่งในระหว่างนั้น มีนางชีปริง และชีปราง เดินทางมาตามแม่น้ำตาปี เพื่อต้องการนำแก้วแหวน เงินทอง ไปร่วมในพิธีก่อสร้างพระบรมธาตุ แต่เมื่อมาถึงอู่เรือ (หนองค้อ) ได้ทราบข่าวว่า พระบรมธาตุสร้างเสร็จแล้ว จึงนำเรือเข้าเทียบท่า เพื่อต้องการหาสถานที่ที่จะสร้างพระพุทธไสยาสน์ ให้อยู่คู่กับพระบรมธาตุ และได้พบถ้ำทองพรรณรา ซึ่งเห็นว่ามีสถานที่เหมาะสม จึงได้ตัดสินใจสร้างพระพุทธไสยาสน์ไว้ในถ้ำแห่งนี้ โดยเป็นพระพุทธรูป ยาว 11 เมตร สูง 5 เมตร และได้นำแก้วแหวนเงินทองของมีค่าต่างๆ บรรจุไว้ในองค์พระพุทธไสยาสน์นั้นด้วย
ต่อมาเมื่อนางชีปริงและนางชีปรางถึงแก่กรรม ลูกหลานจึงได้สร้างพระพุทธรูปขึ้น 2 องค์และนำกระดูกของนางชีปริงและนางชีปรางบรรจุไว้ด้วย พอถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ก็จะมีการทำบุญบูชา พระพุทธไสยาสน์ และพระพุทธรูปที่บรรจุกระดูกของนางชีปริงและนางชีปราง เป็นประจำตลอดมาทุกปี โดยจะมีประชาชนจากทั่วสารทิศมามนัสการพระพุทธไสยาสน์แก้บนด้วยขนมพอง ขนมลาและเที่ยวชมถ้ำต่างๆภายในวัด ซึ่งมีอยู่หลายถ้ำ จนกลายเป็น ประเพณีขึ้นถ้ำ ที่สืบทอดกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้
ถ้ำพรรณราได้ยกฐานะเป็นอำเภอถ้ำพรรณรา ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2538 สถานที่ท่องเที่ยว คือ พระนอน หรือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ที่วัดถ้ำทองพรรณรา และประเพณีที่มีประจำทุกปี คือ ประเพณีขึ้นถ้ำแห่กระจาด ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีที่ ที่วัดถ้ำทองพรรณรา หมู่ที่ 9 ตำบลถ้ำพรรณรา
ที่มา : นครศรีสเตชั่น. (2564). วัดถ้ำทองพรรณรา. https://nakhonsistation.com/cities/
วัดยางใหญ่
วัดยางใหญ่ ตั้งอยู่ ต.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เป็นวัดร้างเก่าแก่สมัยโบราณ แต่ก่อนไม่ได้ชื่อ “วัดยางใหญ่” แต่ชื่อ “วัดคงคาล้อม” ในอดีตชาวบ้านทำไร่ยางขุดเจอชิ้นส่วนพระพุทธรูป คือ หลวงพ่อพระประธาน เลยบูรณะหลวงพ่อวัดยางใหญ่ และด้วยความโด่งดังของพรานบุญ ก็ได้มีการบูรณะวัดอีกจนเป็นวัดที่สวยงามเหมือนในปัจจุบัน
ประวัติวัดยางใหญ่
วัดยางใหญ่ เดิมชื่อ วัดคงคาล้อม ตั้งอยู่ ตำบลท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นที่เลื่องชื่อในเรื่องของความเก่าแก่ และมีความศักดิ์สิทธิ์ นับเป็นวัดพี่วัดน้องกับ วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่ ขอไหว้ ได้รับ) โดยประวัติความเป็นมาของวัดแห่งนี้เล่ากันว่า หลวงพ่อวัดยางใหญ่ (พ่อท่านยางใหญ่ พ่อท่านแท่น พ่อท่านยาว) เดิมทีนั้น เป็นชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายแดง ที่ถูกขุดพบจากเนินดินจอมปลวก เนื่องจากสมัยนั้น ชาวบ้านได้ทำการขุดเพื่อปรับพื้นที่หวังจะทำไร่ใบยาสูบ ในปีพุทธศักราช 2498 ซึ่งเป็นพื้นที่วิหารในปัจจุบัน
ในขณะนั้นบริเวณดังกล่าว ชาวบ้านได้เข้าถือครองที่ดินทำกิน จนเป็นคดีความระหว่างวัด และชาวบ้าน กันมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งขุดพบชิ้นส่วนขององค์พระ จึงทำให้ทางวัดชนะคดีความจนได้ที่ดินกลับคืน จากนั้น นายขวัญนาค หนึ่งในคณะพุทธบริษัทของทางวัดยางใหญ่ในสมัยนั้น ได้ไปกราบเรียน "พระครูพอศิษฐ์อรรถการ" หรือ "พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์" แห่งวัดสวนขัน เพื่อขอให้ท่านของบูรณะองค์พระที่ขุดพบ เพราะในยุคสมัยนั้น เป็นที่ทราบกันดีกว่า หลวงพ่อท่าน เป็นผู้ที่มีความสามารถในการบูรณะองค์พระที่ชำรุด และท่านได้สร้างสาธารณประโยชน์เอาไว้อย่างมากมาย
โดย พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ ได้กล่าวว่า "ถ้าวัดไม่เจริญ เราจะไม่บูรณะ แต่ดูแล้วว่า กาลต่อไปวัดแห่งนี้จะมีความเจริญรุ่งเรือง เราจะบูรณะให้ท่านเอง" จากนั้น พ่อท่านคล้าย จึงได้มอบหมายให้ พ่อท่านเริ่ม หรือ พระครูนิมมานโกศล ให้เดินทางไปบูรณะปั้นปูนพอกองค์พระขึ้นใหม่ ลงสี ลงน้ำทอง จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2499 จากนั้นในปี พ.ศ. 2500 พ่อท่านคล้าย จึงได้เดินทางมาที่วัดยางใหญ่ เพื่อมาเป็นองค์ประธานในการทำพิธีเบิกเนตร ฉลองสมโภช "หลวงพ่อวัดยางใหญ่" จนกระทั่งเกิดเสียงเลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ จนมีผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาเดินทางมากราบไหว้ขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย จนเกิดคำว่า "ขอได้ไหว้รับ" เกิดขึ้น
หากใครได้ไปที่วัดแห่งนี้ จะเห็นได้ว่า สีหลักที่ใช้ในวัดแห่งนี้ จะเป็นสีชมพูเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นในศาลา หรือโบสถ์ก็ตาม จนชาวบ้านบางคน ต่างก็เรียกว่า "วัดยางใหญ่" ว่า "วัดสีชมพู" นั่นเป็นเพราะสีชมพูนั้นมาจากตำนานของพญานาคราช ที่ชื่อว่า "ท้าวชมพูจิต" ที่พรานบุญ ได้เคยช่วยชีวิตเอาไว้ โดยจะกล่าวถึงในประวัติของตาพรานบุญในลำดับถัดไป
ประวัติพรานบุญ หรือ หน้ากากมโนราห์คือใคร
สำหรับวงมโนราห์แล้ว หน้ากากพรานบุญ หรือ หน้ากากมโนราห์ หรือบ้างก็เรียกว่า หน้าพราน นั้น ถือเป็นตัวตลกที่สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้คน ด้วยการแสดงและท่าทางการร่ายรำที่ดูตลกขบขัน และสื่อสารกับคนดูอย่างใกล้ชิด ทำให้เป็นตัวละครโปรดของผู้ชมทุกเพศทุกวัย
เชื่อกันว่า "พราน" คือผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามาก ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเอาตัวรอดในป่าที่เต็มไปด้วยอันตรายจากสัตว์ร้ายและอาถรรพ์ต่างๆ ได้ ซึ่งตามตำนานแล้ว หนึ่งในพรานที่ยิ่งใหญ่หาใครเทียบได้ยากนั่นก็คือ พรานบุญ เรียกว่าเป็นสุดยอดของพรานก็ว่าได้ค่ะ
ตามตำนานกล่าวว่า พรานบุญเป็นพรานที่มีวิชาดี สามารถเดินทางท่องเที่ยวในป่าหิมพานต์ได้ ครั้งหนึ่งพรานบุญได้ใช้วิชาช่วยเหลือพญานาคราชนามว่า ท้าวชมพูจิต ให้รอดพ้นจากความตาย ท้าวชมพูจิตจึงได้พาพรานบุญไปที่นาคพิภพเป็นเวลา 7 วัน มอบแก้ววิเศษให้ พร้อมคำสัญญาว่าหากวันข้างหน้าพรานบุญประสงค์สิ่งใดก็ให้มาหา เมื่อขออะไรก็จะให้ เพื่อเป็นการตอบแทนที่ได้ช่วยชีวิตท้าวชมพูจิตไว้ได้
กาลต่อมา พรานบุญได้พบนางกินนรทั้งเจ็ดผู้เป็นธิดาท้าวทุมราช และต้องการนำนางกินนรไปถวายพระสุธนกุมาร จึงได้เดินทางไปขอยืม นาคบาศ จากท้าวชมพูจิต ซึ่งเป็นของวิเศษของพญานาคที่จะสามารถจับนางกินนรได้ และสามารถจับนางมโนราห์ ซึ่งเป็นธิดาองค์เล็กไปถวายพระสุธนได้สำเร็จ ผู้คนจึงต่างนับถือในความสามารถของพรานบุญว่าเข้มขลังยิ่งนัก และโดดเด่นในทางโชคลาภและโภคทรัพย์อีกด้วย
ครั้งหนึ่งพ่อท่านเขียว วัดห้วยเงาะ จ.ปัตตานี ได้กล่าวกับลูกศิษย์ว่า “ไม่มีการค้าใดหรือทำสิ่งได้จะได้ผลตอบแทนมากเท่าพรานบุญ เพราะพรานบุญจับนางมโนราห์ได้เพียงนางเดียว เช้ารุ่งขึ้นก็ได้รับบำเหน็จจากกษัตริย์ ครองเมือง 1 เมืองพร้อมทรัพย์สมบัติและบริวารมากมาย”
ดังนั้นในทางความเชื่อแล้ว ผู้คนต่างก็เคารพนับถือพรานบุญเป็นอย่างมาก และใครที่บูชาพรานบุญ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ต่างก็ได้ประจักษ์ถึงประสบการณ์น่าอัศจรรย์ เช่น ค้าขายดี มีเสน่ห์ต่อคนรอบข้าง มีเมตตามหานิยมใครเห็นก็รักใคร่เอ็นดู อีกทั้งยังช่วยปกป้องคุ้มครองผู้บูชาจากอันตรายและอาถรรพ์คุณไสยต่างๆ อีกด้วย
ลักษณะของหน้ากากพรานบุญ
ลักษณะของหน้ากากจะแกะจากไม้ ส่วนจมูกงุ้มยื่นยาว เจาะรูส่วนที่เป็นตาดำ ส่วนหน้ามักใช้สีแดงทั้งหน้า หรือสีทองและสีอื่นๆ ตามคติความเชื่อ ส่วนฟันเป็นสีขาว เลี่ยมทองเฉพาะฟันบน ส่วนผมใช้ขนเป็ดตกแต่งให้ดูเป็นผสมสีขาว
วิธีไหว้บูชา พรานบุญ ต้องไหว้อะไร
• พวงมาลัย
• ธูป 9 ดอก
• เทียน 1 เล่ม
• หมากพลู ยาสูบ 1 ชุด
วิธีการบนบานพรานบุญ ให้สมหวัง
หากบนให้บนด้วย... เหล้าขาว 1 ขวด
ผ้าขาวม้า 1ผืน
บทสวด คาถาบูชาพรานบุญ บทหลัก
นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ
นะ ชา ลี ติ ออ อา ออ แอ รึก รือ ลึก ลือ ชัยยะ ชัยยะ สิริโภคานะมาสะโย
บทเทวดาให้เงิน
โอม นะมา มีมา นะ เน นุ นิ นะ สวาหะ สวาโหม
คาถาเมตตา
ออ อา สะเน่หามนุสสะจิตติ ออ อา สะเน่หามนุสสะจิตตัง ออ อา มูลละพะลัง ออ อาพุทธานะมามิหัง
วัดยางใหญ่ มี ศาลาตาพราน ที่ถือเป็นจุดสำคัญในการไหว้ขอพรจากพรานบุญ ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้เดินทางปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ และยังมีโชคลาภ เสน่ห์เมตตามหานิยม เหมาะสำหรับคนค้าขาย คนทำงาน และศิลปินนักแสดง ซึ่งนอกจากการบูชาตามวิธีข้างต้นแล้ว ก็เชื่อกันว่าเมื่อสมหวังตามที่ขอแล้ว ให้กลับมาบริจาคทำบุญเพื่อช่วยทำนุบำรุงวัดยางใหญ่ ก็จะเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง
ที่มา : torah. (2565). เปิดประวัติ พรานบุญ วัดยางใหญ่ คือใคร วิธีไหว้บนบาน และตำนานหน้ากากมโนราห์ คู่เมืองนครศรีธรรมราช. https://horoscope.trueid.net/detail/pM9E7GJ5XZ3M