ฐานข้อมูลด้านภาษาและวรรณกรรม
ความหมาย
ปรัชญา (Link) หมายถึง ศาสตร์เกี่ยวกับการหาความรู้ ความจริง เพื่ออธิบายเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ตามหลักเหตุและผลอย่างกว้างๆ โดยใช้หลักการของวิชาตรรกวิทยาเป็นเครื่องมือ นักปรัชญาได้ใช้เวลาหลายพัน ปีในการพยายามค้นหาคำตอบเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการมีชีวิตอยู่ ศีลธรรม และจิตสำนึกของมนุษย์ ชาวกรีกโบราณมีชื่อเสียงมากที่สุดในการศึกษาด้านปรัชญา ซึ่งพวกเขาน่าจะรับอิทธิพลมาจากความรู้ด้านปรัชญาร่วมสมัยของชาวอียิปต์โบราณ
คำว่าปรัชญาในภาษาอังกฤษคือ Philosophy มาจากคำว่า Philosophia ในภาษากรีก ซึ่งมีความหมายว่า การรักในความรู้หรือรักในภูมิปัญญา และถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยนักคิด นักคณิตศาสตร์ ชาวกรีกโบราณที่ชื่อว่า ปีธาโกรัส (Pythagoras) ทุกวันนี้การศึกษาวิชาปรัชญาในระดับปริญญา ไม่ได้ผลิตบุคลากรเพื่อทำงานด้านปรัชญาโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ยังสอนให้นักศึกษาพัฒนาความสามารถในการประมวลผลข้อมูล การคิดอย่างสร้างสรรค์ และสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยมีคำอธิบายที่ดีประกอบการให้เหตุผลนั้นๆ แม้ความรู้ทางด้านปรัชญาจะไม่ได้เป็นทักษะสำหรับวิชาชีพเฉพาะทาง แต่ทักษะการวิจารณ์และทักษะการวิเคราะห์ที่ดี ก็สามารถนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ได้กับหลายสาขาอาชีพ อย่างเช่น นักกฎหมาย นักวารสารศาสตร์ นักการเงิน นักธุรกิจ อาชีพด้านการสอน และการเรียนด้านศาสนา
ศาสนา (Link) หมายถึง ลัทธิความเชื่อของมนุษย์ เกี่ยวกับการกำเนิดและสิ้นสุดของโลก หลักศิลธรรมตลอดจนลัทธิพิธีที่กระทำตามความเชื่อนั้น ๆ หลายศาสนามีการบรรยาย สัญลักษณ์และประวัติศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเจตนาอธิบายความหมายของชีวิต และ/หรืออธิบายกำเนิดชีวิตหรือเอกภพ จากความเชื่อของศาสนาเกี่ยวกับจักรวาลและธรรมชาติมนุษย์ คนได้รับศิลธรรม จริยธรรมกฎหมายศาสนาหรือวิถีชีวิตลำดับก่อน บางการประมาณว่า มีศาสนาราว 4,200 ศาสนาในโลก
การพัฒนาศาสนามีหลายแบบในหลายวัฒนธรรม บางศาสนาเน้นความเชื่อ ฝ่ายบางศาสนาเน้นวัตร บางศาสนาเน้นประสบการณ์อัตวิสัยของศาสนิกชน ฝ่ายบางศาสนาถือกิจกรรมของชุมชนศาสนาสำคัญที่สุด บางศาสนาอ้างว่าเป็นสากล โดยเชื่อว่ากฎหมายและจักรวาลวิทยาของศาสนานั้นผูกมัดทุกคน ฝ่ายบางศาสนาตั้งใจให้ปฏิบัติเฉพาะในกลุ่มนิยามหรือจำกัดแคบ ๆ ในหลายพื้นที่ ศาสนาสัมพันธ์กับสถาบันสาธารณะอย่างการศึกษา โรงพยาบาล ครอบครัว รัฐบาลและลำดับชั้นบังคับบัญชาทางการเมือง
ประเพณี (Link) หมายถึง
คำว่า ประเพณี หมายถึง ขนบธรรมเนียม แบบแผน (พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน, 2493 : 569)
ประเพณี (อังกฤษ: tradition) เป็นกิจกรรมที่มีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เป็นเอกลักษณ์และมีความสำคัญต่อสังคม เช่น การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปกรรม กฎหมาย คุณธรรม ความเชื่อ ฯลฯ อันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมของสังคมเชื้อชาติต่างๆ กลายเป็นประเพณีประจำชาติและถ่ายทอดกันมาโดยลำดับ หากประเพณีนั้นดีอยู่แล้วก็รักษาไว้เป็นวัฒนธรรมประจำชาติ หากไม่ดีก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเทศะ ประเพณีล้วนได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เข้าสู่สังคม รับเอาแบบปฏิบัติที่หลากหลายเข้ามาผสมผสานในการดำเนินชีวิต ประเพณีจึงเรียกได้ว่าเป็น วิถีแห่งการดำเนินชีวิตของสังคม โดยเฉพาะศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อประเพณีไทยมากที่สุด วัดวาอารามต่างๆ ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทย และชี้ให้เห็นว่าชาวไทยให้ความสำคัญในการบำรุงพุทธศาสนาด้วยศิลปกรรมที่งดงามเพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาตั้งแต่โบราณกาล เป็นต้น
- ประเพณี คือ ความประพฤติที่หมู่ชนหมู่หนึ่งถือเป็นธรรมเนียม หรือเป็นแบบแผนสืบต่อกันมาจนเป็นพิมพ์เดียวกัน ถ้าใครในหมู่ประพฤตินอกแบบก็เป็นการผิดประเพณี (เสฐียรโกเศศ, 2500/ประเพณีไทย/บทนำ)
- ประเพณีเป็นเรื่องของพิธีปฎิบัติสืบๆ มามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคงไว้บ้างประเพณีไทยแสดงถึงความสัญลักษณ์ของชาติ(แปลก สนธิรักษ์, 2523: 193)
- โดยเนื้อหาสาระแล้ว ประเพณี คือ สิ่งที่คนในสังคมส่วนรวมสร้างขึ้นให้เป็นมรดกที่ผู้เป็นทายาทจะต้องรับไว้และปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป รวมทั้งการเผยแพร่ แก่คนในสังคมอื่นอีกด้วย
ปรัชญา (Link)
คำว่า ปรัชญา (มีที่มาจากภาษาสันสกฤต प्रज्ञा ปฺรชฺญา) หมายถึง "ความรู้" (ซึ่งเป็นคำเดียวกันใน ภาษาบาลี คือคำว่า ปัญญา) เป็นศัพท์บัญญัติแทนคำว่า philosophy ในภาษาอังกฤษ (ที่มีรากศัพท์มาจากคำกรีกโบราณ: Φιλοσοφία ฟีโลโซเฟีย) ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่้ไพธากอรัสเป็นผู้บัญญัติไว้ เมื่อราวปี 570-495 ก่อนค.ศ. โดยเกิดจากการสมาสคำว่า φιλος พีลอส แปลว่า ความรัก และ σοφία โซเฟีย แปลว่าความรู้ เมื่อรวมกันจึงมีความหมายว่า ความรักในความรู้ หรือ ความปรารถนาจะเข้าถึงความรู้
ปรัชญา ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และหลักแห่งความจริง โดยในบรรดาความรู้ทั้งหลายของมนุษยชาตินั้น อาจแบ่งได้เป็นสองเรื่องใหญ่ ๆ สองเรื่องใหญ่ ๆ แห่งความจริงโดยในบรรดาความรู้ทั้งหลาย ของมนุษยชาติ นั้น อาจแบ่งได้เป็นเรื่องใหญ่ ๆ สอง
ปรัชญาแบ่งออกเป็น 5 สาขา
๑. อภิปรัชญา(Metaphysics) ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวข้องกับปัญหาทั่วๆ ไปในเรื่องสัจธรรม มนุษย์ โลก และพระเจ้า อภิปรัชญานั้นศึกษา ๓ ด้าน ดังนี้
(๑) อภิปรัชญาว่าด้วยธรรมชาติ เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสสาร กาล อวกาศ ชีวิต วิวัฒนาการ ระบบจักรกลของเอกภพ และความเป็นเหตุเป็นผล
(๒) อภิปรัชญาว่าด้วยจิตวิญญาณ เป็นการสืบค้นถึงกำเนิด วิญญาณ จุดหมายปลายทาง และความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตวิญญาณ
(๓) อภิปรัชญาว่าด้วยพระเจ้า ศึกษาถึงธรรมชาติ และคุณลักษณะของพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับวิญญาณทั้งปวง
นอกจากนั้น อภิปรัชญายังถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ภววิทยา”(Ontology) ทฤษฎีว่าด้วยความมีอยู่ พยายามสืบค้นหาความมีอยู่จริงของสรรพสิ่ง ความมีอยู่จริงของโลก ความมีอยู่จริงของวิญญาณ และความมีอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้าที่สมบูรณ์
๒. ญาณวิทยา (Epistemology) หรือศาสตร์ว่าด้วยความรู้ ศึกษาค้นคว้าถึงธรรมชาติแห่งความรู้ของมนุษย์ ความรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และความรู้นี้จะสามารถเข้าถึงสัจธรรมหรือไม่เพียงไร มนุษย์สามารถรู้โลก จักรวาล และพระเจ้าได้หรือไม่ ถ้ารู้ได้จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นความรู้จริง ความรู้เช่นไรจึงเป็นความรู้จริง สิ่งที่ตามองเห็นเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นความจริง
๓. ตรรกศาสตร์ (Logic) ศึกษาเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในการใช้เหตุผลที่สมบูรณ์ และปัญหาอื่น ๆ ที่สามารถสรุปได้ด้วยเหตุผล
๔. จริยศาสตร์ (Ethics) ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปัญหาในทางศีลธรรม หามาตรฐานในการตัดสินความถูกและผิดซึ่งเกี่ยวกับความประพฤติของมนุษย์ และจุดมุ่งหมายอันประเสริฐสุดของชีวิต และศึกษาปัญหาสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบศีลธรรม เช่น ระบบศีลธรรมเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้กำหนดระบบศีลธรรมขึ้นมาใช้กับมนุษย์ มนุษย์หรือพระเจ้าเป็นผู้กำหนดระบบศีลธรรม ถ้ามนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้นมา แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าระบบศีลธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นมานั้นจะถูกต้องเสมอไป เพราะมนุษย์ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าพระเจ้าเป็นผู้กำหนด แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าพระเจ้ามีอยู่จริง
๕. สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) ศาสตร์อันว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับความงามและการตัดสินคุณค่าของความงาม ความงามเกิดจากจิตหรือเกิดจากวัตถุ นอกจากนั้น เราเรียกว่าทฤษฎีที่ว่าด้วยคุณค่าว่า “คุณวิทยา” หรือ “อรรฆศาสตร์” (Axiology) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่แยกไปกล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับคุณค่า(values) และการตัดสินคุณค่า
ศาสนา (Link)
ประเพณี (Link)
ประเภทของประเพณี
ประเพณีนั้นเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. จารีตประเพณี (Mores) คือ ประเพณีที่ต้องประพฤติเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมและจรรยาของสังคม ถือกันว่ามีคุณค่าต่อบุคคลในสังคมนั้นๆ ใครฝ่าฝืนหรือเฉยเมยถือว่าเป็นการละเมิดกฎของสังคม ผิดประเพณีของสังคม ถือเป็นความผิดความชั่วมีโทษ เช่น ประเพณีการแต่งงาน เป็นต้น
2. ขนบประเพณี (Institution) คือ ประเพณีที่วางเป็นระเบียบไว้ จะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม โดยตรง เช่น เขียนเป็นกฎหรือระเบียบให้กระทำร่วมกันมีข้ออ้างอิงเป็นตัวบทกฏเกณฑ์ โดยอ้อมหรือโดยปริยาย คือ รู้กันเอง ถือสืบๆกันมา คนในถิ่นนั้นปฎิบัติกันอย่างนั้นๆ เช่น ประเพณีทำบุณเลี้ยงพระของไทย เป็นต้น
3. ธรรมเนียมประเพณี (Convention) คือ เรื่องเกี่ยวกับธรรมดาสามัญของสามัญชน ไม่ถือเอาผิดเอาถูก ไม่มีการลงโทษ ปรับไหมเหมือนจารีตประเพณี ไม่มีระเบียบเคร่งครัดเหมือนขนบประเพณี ผู้ทำผิดประเพณีนี้ไม่ถือเป็นเรื่องเสียหายหรือมีโทษมากนัก เพียงแต่ถือว่าผู้ผิดประเพณีเป็นผู้ไร้การศึกษา ขาดคุณสมบัติผู้ดี เช่น การแต่งกายไม่ถูกกาลเทศะ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน อันไม่เหมาะสม เป็นต้น
ลักษณะของประเพณีไทย
ประเพณีไทยแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. ประเพณีส่วนบุคคล ได้แก่
ประเพณีเกี่ยวกับการแต่งงาน
ประเพณีการเกิด
ประเพณีการตาย
ประเพณีการบวช
ประเพณีการขึ้นบ้านใหม่
ประเพณีทำบุญอายุ เป็นต้น
2. ประเพณีส่วนรวม ได้แก่ ประเพณีทางศาสนาต่างๆ เช่น
ประเพณีการทำบุญเข้าพรรษา
ออกพรรษา
ประเพณีตรุษ
สารทเดือนสิบ
ลอยกระทง
ประเพณีเทศกาลสงกรานต์
ประเพณีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
แห่ผ้าขึ้นธาตุ
ชักพระ หรือลากพระ
ให้ทานไฟ
ประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช
อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
อำเภอร่อนพิบูลย์
อำเภอพรหมคีรี
อำเภอสิชล
อำเภอลานสกา
อำเภอขนอม
อำเภอฉวาง
อำเภอหัวไทร
อำเภอพิปูน
อำเภอบางขัน
อำเภอเชียรใหญ่
อำเภอถ้ำพรรณรา
อำเภอชะอวด
อำเภอจุฬาภรณ์
อำเภอท่าศาลา
อำเภอพระพรหม
อำเภอทุ่งสง
อำเภอนบพิตำ
อำเภอนาบอน
อำเภอช้างกลาง
อำเภอทุ่งใหญ่
อำเภอเฉลิมพระเกียรติ
อำเภอปากพนัง